English Version
Thai Version

Summary - English

When we hear the word radiation we often think of large explosions and mutations, but there is also radiation in rainbows and x-rays. There are two main types of radiation, electromagnetic and nuclear. Electromagnetic waves are pure energy and vary in frequency. High frequency waves have more energy. Radio waves and infrared rays have a lower frequency than light waves while ultraviolet, x, and gamma rays have a higher frequency. Radiation becomes dangerous when it rips electrons away from atoms. This is called ionizing radiation. All nuclear radiation is ionizing, but only high energy electromagnetic radiation is ionizing. Ionizing electromagnetic radiation begins to happen at the higher end of the ultraviolet spectrum. Radiation is measured in sieverts. 4 sievarts is fatal, but most people only receive 6.2 millisieverts per year.

Summary - Thai (Google Translate)

เมื่อเราได้ยินคำว่ารังสีเรามักจะนึกถึงการระเบิดและการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่ก็มีการแผ่รังสีในรุ้งและรังสีเอกซ์ การแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าและนิวเคลียร์มีสองประเภทหลัก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นพลังงานบริสุทธิ์และมีความถี่แตกต่างกันไป คลื่นความถี่สูงมีพลังงานมากกว่า คลื่นวิทยุและรังสีอินฟราเรดมีความถี่ต่ำกว่าคลื่นแสงในขณะที่รังสีอัลตราไวโอเลต x และแกมมามีความถี่สูงกว่า การแผ่รังสีจะกลายเป็นอันตรายเมื่อมันดึงอิเล็กตรอนออกจากอะตอม สิ่งนี้เรียกว่ารังสีไอออไนซ์ การแผ่รังสีนิวเคลียร์ทั้งหมดกำลังทำให้เกิดไอออน แต่มีเพียงรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูงเท่านั้นที่จะทำให้เป็นไอออน การแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากการไอออไนซ์จะเกิดขึ้นที่ระดับสูงสุดของสเปกตรัมรังสีอัลตราไวโอเลต การแผ่รังสีถูกวัดในรูปแบบซีเวอร์ 4 sievarts เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ได้รับ 6.2 มิลลิวินาทีต่อปีเท่านั้น

Transcripts are from the videos above and are placed side-by-side for educational purposes only.

  1. เมื่อได้ยินคำว่ารังสีหรือการแผ่รังสี When we hear the word radiation,
  2. ก็มักอดนึกถึงการระเบิดมหึมา และการกลายพันธุ์ที่น่าสยองขวัญไม่ได้ it's tempting to picture huge explosions and frightening mutations,
  3. แต่นั่นเป็นเพียงด้านเดียว but that's not the full story.
  4. รังสียังพบได้ในสายรุ้ง Radiation also applies to rainbows
  5. และเอ็กซ์เรย์ที่หมอใช้ตรวจเรา and a doctor examining an x-ray.
  6. แล้วจริง ๆ แล้วรังสีคืออะไร So what is radiation really,
  7. และเราควรกังวลเรื่องผลของมันมากแค่ไหน and how much should we worry about its effects?
  8. คำตอบต้องเริ่มจากเข้าใจก่อนว่า คำว่า รังสี The answer begins with understanding that the word radiation
  9. ใช้เรียกปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ สองอย่างที่แตกต่างกัน describes two very different scientific phenomena:
  10. คือ การแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า electromagnetic radiation
  11. และการแผ่รังสีนิวเคลียร์ and nuclear radiation.
  12. รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นพลังงานบริสุทธิ์ Electromagnetic radiation is pure energy
  13. ที่ประกอบด้วยคลื่นไฟฟ้าและแม่เหล็ก ที่มีปฏิสัมพันธ์กัน consisting of interacting electrical and magnetic waves
  14. สั่นไหวเป็นความถี่ oscillating through space.
  15. เมื่อคลื่นเหล่านี้มีความถี่สูงขึ้น As these waves oscillate faster,
  16. ก็จะยิ่งมีพลังงานมากขึ้นตาม they scale up in energy.
  17. รังสีกลุ่มที่มีความถี่ต่ำ ได้แก่ คลื่นวิทยุ At the lower end of the spectrum, there's radio,
  18. รังสีอินฟราเรด infrared,
  19. และแสงที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า and visible light.
  20. ส่วนรังสีความถี่สูง ได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลต At the higher end are ultraviolet,
  21. รังสีเอกซ์ X-ray,
  22. และรังสีแกมมา and gamma rays.
  23. โลกยุคปัจจุบันพึ่งพาการรับส่ง สัญญาณรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Modern society is shaped by sending and detecting electromagnetic radiation.
  24. เราอาจต้องดาวน์โหลดอีเมล เข้ามาในโทรศัพท์ด้วยคลื่นวิทยุ We might download an email to our phone via radio waves
  25. เพื่อเปิดภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ to open an image of an X-ray print,
  26. ซึ่งเราเห็นได้ เพราะจอภาพส่องแสงที่เรามองเห็นได้ which we can see because our screen emits visible light.
  27. แต่รังสีนิวเคลียร์นั้น Nuclear radiation, on the other hand,
  28. เกิดจากนิวเคลียสของอะตอม originates in the atomic nucleus,
  29. ที่โปรตอนผลักกัน เนื่องจากมีประจุบวกเหมือนกัน where protons repel each other due to their mutually positive charges.
  30. ปรากฏการณ์ที่เรียกว่าแรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม A phenomenon known as the strong nuclear force
  31. พยายามเอาชนะแรงผลักนี้ struggles to overcome this repulsion
  32. และตรึงให้นิวเคลียสอยู่ด้วยกัน and keep the nucleus intact.
  33. แต่ทว่า การรวมตัวของ โปรตอนและนิวตรอนบางแบบ However, some combinations of protons and neutrons,
  34. ที่เรียกกันว่า ไอโซโทป known as isotopes,
  35. มีความไม่เสถียร remain unstable,
  36. หรือมีกัมมันตรังสี or radioactive.
  37. ไอโซโทปจะปล่อยสสาร หรือ พลังงาน ออกมาอย่างสุ่ม They will randomly eject matter and/or energy,
  38. เรียกว่า การแผ่รังสีนิวเคลียร์ known as nuclear radiation,
  39. เพื่อให้ตนเองเสถียรขึ้น to achieve greater stability.
  40. รังสีนิวเคลียร์มาจากแหล่งธรรมชาติ เช่น เรดอน Nuclear radiation comes from natural sources, like radon,
  41. ซึ่งเป็นก๊าซที่ซึมขึ้นจากพื้นดิน a gas which seeps up from the ground.
  42. เรายังถลุงแร่กัมมันตรังสี ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ We also refine naturally occurring radioactive ores
  43. เพื่อใช้เป็นพลังงานให้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ to fuel nuclear power plants.
  44. แม้แต่กล้วยก็ยังมีไอโซโทปโพแทสเซียม ที่มีกัมมันตรังสีในปริมาณเล็กน้อย Even bananas contain trace amounts of a radioactive potassium isotope.
  45. เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยู่ในโลกที่มีแต่รังสี So if we live in a world of radiation,
  46. จะหลีกเลี่ยงอันตรายจากมันได้อย่างไร how can we escape its dangerous effects?
  47. ก่อนอื่น ใช่ว่ารังสีทุกชนิดจะเป็นอันตราย To start, not all radiation is hazardous.
  48. รังสีจะอันตรายก็เมื่อกระทบอะตอมแล้วทำให้ อิเล็กตรอนหลุดออกมา Radiation becomes risky when it rips atoms' electrons away upon impact,
  49. กระบวนการนี้ทำให้ดีเอ็นเอเสียหายได้ a process that can damage DNA.
  50. กระบวนการนี้เรียกกันว่า รังสีก่อประจุ This is known as ionizing radiation
  51. เพราะอะตอมที่เสียหรือได้อิเล็กตรอน เรียกว่าอะตอมมีประจุหรือไอออน because an atom that has lost or gained electrons is called an ion.
  52. รังสีนิวเคลียร์ทั้งหมดเป็นรังสีก่อประจุ All nuclear radiation is ionizing,
  53. ในขณะที่รังสีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานสูงสุดเท่านั้นที่เป็นรังสีก่อประจุ while only the highest energy electromagnetic radiation is.
  54. ได้แก่ รังสีแกมมา That includes gamma rays,
  55. รังสีเอกซ์ X-rays,
  56. และรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่มีพลังงานสูง and the high-energy end of ultraviolet.
  57. จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ระหว่างใช้รังสีเอกซ์ That's why as an extra precaution during X-rays,
  58. หมอจึงป้องกันร่างกาย ส่วนที่ไม่ได้ต้องตรวจ doctors shield body parts they don't need to examine,
  59. และทำไมคนที่ไปชายหาด จึงต้องทาครีมกันแดด and why beach-goers use sunscreen.
  60. ส่วนโทรศัพท์มือถือและไมโครเวฟ ทำงานด้วยพลังงานต่ำ In comparison, cell phones and microwaves operate at the lower end of the spectrum,
  61. ฉะนั้น จึงใช้ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อรังสีก่อประจุ so there is no risk of ionizing radiation from their use.
  62. ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อได้รับรังสีก่อประจุ The biggest health risk occurs when lots of ionizing radiation
  63. ปริมาณมากในเวลาอันสั้น hits us in a short time period,
  64. หรือที่เรียกว่า การรับรังสีเฉียบพลัน also known as an acute exposure.
  65. การรับรังสีเฉียบพลันทำให้ร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลายไม่ทัน Acute exposures overwhelm the body's natural ability to repair the damage.
  66. อาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง This can trigger cancers,
  67. เซลล์ทำงานผิดปกติ cellular dysfunction,
  68. หรือแม้แต่กระทั่งเสียชีวิต and potentially even death.
  69. โชคดี ที่การรับรังสีเฉียบพลันเกิดขึ้นได้ยาก Fortunately, acute exposures are rare,
  70. แต่เราก็ยังได้รับรังสีก่อประจุ ระดับต่ำ ๆ อยู่ทุกวัน but we are exposed daily to lower levels of ionizing radiation
  71. ทั้งจากแหล่งตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้าง from both natural and man-made sources.
  72. นักวิทยาศาสตร์วัดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ลำบากกว่ามาก Scientists have a harder time quantifying these risks.
  73. ร่ายกายของเรามักซ่อมแซม ส่วนที่เสียหายจากรังสีก่อประจุเล็กน้อย Your body often repairs damage from small amounts ionizing radiation,
  74. และถ้าซ่อมแซมไม่ได้ and if it can't,
  75. ผลความเสียหายนั้นอาจไม่ปรากฏ จนผ่านไปเป็นทศวรรษหรือนานกว่านั้น the results of damage may not manifest for a decade or more.
  76. วิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ใช้เปรียบเทียบการรับรังสีก่อประจุ One way scientists compare ionizing radiation exposure
  77. คือหน่วยที่เรียกว่า ซีเวิร์ต is a unit called the sievert.
  78. การรับรังสีปริมาณหนึ่งซีเวิร์ตเฉียบพลัน อาจทำให้คลื่นไส้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง An acute exposure to one sievert will probably cause nausea within hours,
  79. และสี่ซีเวิร์ตอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต and four sieverts could be fatal.
  80. อย่างไรก็ดี รังสีที่เราได้รับในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับต่ำกว่านั้นมาก However, our normal daily exposures are far lower.
  81. คนโดยทั่วไปได้รับรังสีรวม 6.2 มิลลิซีเวิร์ต The average person receives 6.2 millisieverts of radiation
  82. จากทุก ๆ แหล่ง ในหนึ่งปี from all sources annually,
  83. ราว ๆ หนึ่งในสามมาจากเรดอน around a third due to radon.
  84. คุณได้รับรังสีเพียงห้าไมโครซีเวิร์ต At only five microsieverts each,
  85. ในการเอ็กซเรย์ฟันแต่ละครั้ง จึงต้องเอ็กซเรย์กว่า 1200 ครั้ง you'd need to get more than 1200 dental X-rays
  86. จึงจะเพิ่มปริมาณรังสีที่ได้รับต่อปีได้ to rack up your annual dosage.
  87. และจำกล้วยนั่นได้ไหม And remember that banana?
  88. ถ้าคุณดูดซับรังสีจากกล้วยทั้งหมดได้ If you could absorb all the banana's radiation,
  89. จะต้องกินถึงวันละ 170 ลูก จึงจะครบปริมาณที่ได้รับใน 1 ปี you'd need around 170 a day to hit your annual dosage.
  90. เราอยู่ในโลกของการแผ่รังสี We live in a world of radiation.
  91. แต่กระนั้น รังสีส่วนใหญ่เป็นรังสีไม่ก่อประจุ However, much of that radiation is non-ionizing.
  92. ส่วนรังสีที่ก่อประจุ For the remainder that is ionizing,
  93. โดยปกติแล้วเราได้รับน้อยมาก our exposures are usually low,
  94. และการตรวจระดับเรดอนในบ้าน and choices like getting your home tested for radon
  95. และการทาครีมกันแดด and wearing sunscreen
  96. ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ can help reduce the associated health risks.
  97. มารี คูรี หนึ่งในผู้บุกเบิกด้านรังสี Marie Curie, one of the early radiation pioneers,
  98. สรุปความท้าทายเรื่องรังสีไว้ว่า summed up the challenge as follows:
  99. "สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อกลัว แต่มีไว้เพื่อเข้าใจเท่านั้น” "Nothing in life is to be feared, it is only to be understood.
  100. ถึงเวลาแล้วที่เราจะเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้กลัวให้น้อยลง" Now is the time to understand more, so that we may fear less."

Please feel free to use the comment section below to offer corrections and suggestions for future lessons.